
โดย Mark McDowellเผยแพร่: อัปเดต: อ่าน 17 นาที
AI Search ปี 2026 กับแบรนด์ไทย: 10 ข้อค้นพบจาก 4.3 ล้าน Citations
ตลอด 91 วัน เราติดตามว่า AI พูดถึง 203 แบรนด์ไทยอย่างไร บนทุกแพลตฟอร์มที่มีผลในไทย ได้ข้อมูล AI Answers 841,358 คำตอบ และ AI Citations 4,319,764 รายการ และได้ข้อค้นพบที่ชัดเจน 10 ข้อ
ประเด็นสำคัญ
- คนไทยค้นหาผ่าน AI อยู่แล้ว 96% ของ Search และ AI Traffic ในไทยผ่าน Google โดย AI Overviews (คำตอบจาก AI ที่ตอนนี้ขึ้นอยู่ด้านบนของผลการค้นหา Google ส่วนใหญ่) อยู่เหนือผลการค้นหาเกือบทุกคำ และ AI Mode กำลังจะกลายเป็นค่าเริ่มต้นถัดไป
- ในทุก Category AI เลือกแบรนด์ที่พูดถึงเพียง 2 แบรนด์ โดยเฉลี่ย Top 2 Brands ในแต่ละ Category ได้ AI Mentions 71% ในหมวดเฟอร์นิเจอร์สูงถึง 91% ถ้าแบรนด์ของคุณไม่ได้อยู่ใน Top 2 AI แทบมองไม่เห็นคุณ
- AI อ้างอิงสิ่งที่คนอื่นพูดถึงคุณ ไม่ใช่สิ่งที่คุณพูดเอง มีเพียง 5.7% ของสิ่งที่ AI พูดถึงแบรนด์ที่มาจากเว็บไซต์ของแบรนด์เอง ที่เหลือมาจาก Facebook, YouTube, Pantip, Instagram, Reddit และเว็บไซต์ Listicle สัญชาติญี่ปุ่นที่แทบไม่มีใครในวงการการตลาดไทยรู้จัก
- Google AI และ ChatGPT ทำงานต่างกัน ใน Top 30 Sources ของทั้งสองแพลตฟอร์ม มีแหล่งข้อมูลที่ซ้ำกันเพียง 9 แห่ง Gemini ทำงานแบบ Google AI ส่วน ChatGPT ใช้แหล่งข้อมูลของตัวเอง แบรนด์จึงต้องมี 2 Playbook แยกกัน
ส่วนที่เหลือของรายงานนี้คือหลักฐาน แบรนด์ต้องเลือกระหว่างเริ่มลงมือทำ AI Search ตั้งแต่วันนี้ หรือหยุดใช้งบกับ Playbook แบบเดิม
ทำไมเราถึงทำการศึกษานี้
แบรนด์ไทยทุกแบรนด์ที่เราทำงานด้วยอยากรู้ว่าจะทำอย่างไรให้แบรนด์ปรากฏในคำตอบของ AI แต่ที่ผ่านมายังไม่มีคำตอบที่ดีพอ งานวิจัยที่มีอยู่เป็นข้อมูลระดับโลก เป็นภาษาอังกฤษ เอนไปทางธุรกิจ B2B SaaS และตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ใช้ไม่ได้กับประเทศไทย เว็บไซต์ท้องถิ่นที่ AI ในไทยอ้างอิงจริงแทบไม่ปรากฏใน AI Search Dashboard ระดับโลกเลย เราจึงสร้างระบบวัดผลของเราเอง ใช้งานต่อเนื่อง 91 วันกับ 203 โปรเจกต์แบรนด์ไทยบนแพลตฟอร์ม AI หลัก และบันทึกว่า AI พูดอะไรจริง ๆ ต่อไปนี้คือสิ่งที่ข้อมูลแสดงให้เห็น
วิธีการศึกษา
ขอบเขต: 203 โปรเจกต์แบรนด์ไทยที่มีข้อมูลในช่วงเวลาที่ศึกษา ข้อค้นพบระดับ Category ใช้ 5 อุตสาหกรรม (คลินิกเสริมความงาม เฟอร์นิเจอร์ ธนาคาร โรงแรม และการท่องเที่ยวและ OTA) โดยตัดข้อมูลที่สูงผิดปกติออก 1 รายการ เพื่อให้ยอดรวมสะท้อน Long Tail ได้แม่นยำ
ช่วงเวลา: 91 วัน ตั้งแต่ 1 สิงหาคม ถึง 30 ตุลาคม 2026 รายงานนี้เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ 2026-06-16 จากข้อมูลเดือนมีนาคมถึงมิถุนายน ฉบับนี้แทนที่ตัวเลขชุดเดิมทั้งหมด
ขนาดข้อมูล:
| ตัวชี้วัด | จำนวน |
|---|---|
| แบรนด์ไทยที่ติดตาม | 203 |
| AI Answers ที่ติดตาม | 841,358 |
| AI Citations ที่วิเคราะห์ | 4,319,764 |
| แหล่งข้อมูลที่ AI อ้างอิง (ไม่นับซ้ำ) | 91,469 |
| Citations ต่อวัน และยังเพิ่มขึ้น | 47,000+ |
สิ่งที่เราติดตาม: ทุกคำตอบของ AI ที่เกี่ยวกับแบรนด์ที่ติดตาม เราบันทึกว่าคำตอบมาจากแพลตฟอร์มใด แพลตฟอร์มอ้างอิงแหล่งข้อมูลใด แบรนด์อยู่ตรงไหนในคำตอบ และคู่แข่งรายใดปรากฏขึ้นแทน
แพลตฟอร์ม: Google AI Overviews และ ChatGPT สำหรับทุกแบรนด์ ส่วน Gemini, Google AI Mode และ Perplexity สำหรับโปรเจกต์ที่เริ่มใหม่ รวมกันแล้วครอบคลุมพฤติกรรม AI Search เกือบทั้งหมดในไทย
การตรวจสอบไขว้: SimilarWeb สำหรับ Traffic ของแต่ละแพลตฟอร์มในไทย (เมษายน 2026) และข้อมูลสาธารณะจาก Google เรื่องการเปิดตัว AI Mode สำหรับภาพรวม
สิ่งที่การศึกษานี้ไม่ใช่: การศึกษานี้ไม่ใช่การศึกษา AI Search ระดับโลก ทุกข้อค้นพบในรายงานเป็นข้อมูลเฉพาะประเทศไทย บางข้ออาจเป็นจริงในตลาดอื่น แต่หลายข้อไม่ใช่
1. AI Search เริ่มต้นที่ Google

ณ เดือนเมษายน 2026 Search และ AI Traffic ในไทยถึง 96% ผ่าน Ecosystem ของ Google ซึ่งรวม Google Search, AI Overviews และ Gemini เข้าด้วยกัน อีก 4% คือ ChatGPT, Bing, Perplexity และแพลตฟอร์มอื่นทั้งหมดที่แบ่งส่วนที่เหลือกัน
| แพลตฟอร์ม | จำนวนการเข้าชมต่อเดือนในไทย เมษายน 2026 |
|---|---|
| Gemini | ~40 ล้าน |
| ChatGPT | ~35 ล้าน |
| Bing | ~7 ล้าน |
| Perplexity | ~1 ล้าน |
ที่มา: SimilarWeb, เมษายน 2026
ตอนนี้ AI Overviews ปรากฏอยู่ด้านบนของการค้นหาบน Google ส่วนใหญ่ในไทย ผู้ใช้พิมพ์คำค้นหา คำตอบจาก AI ขึ้นมาเหนือลิงก์สีฟ้า และผู้ใช้จำนวนไม่น้อยไม่เลื่อนลงไปต่อเลย การคลิกเข้าเว็บไซต์ของคุณลดลงจากเมื่อ 12 เดือนก่อนแล้ว และแนวโน้มยังลดลงต่อไป
ความหมายต่อแบรนด์: กลยุทธ์ AI Search สำหรับไทยต้องเริ่มจาก Google การ Optimise ให้ ChatGPT อย่างเดียวจะพลาดผู้ใช้ส่วนใหญ่ในไทยไปทั้งหมด
ประเด็นสำคัญ:
- 96% ของ AI Search Traffic ในไทยอยู่ใน Ecosystem ของ Google
- Gemini มี Traffic ในไทยมากกว่า ChatGPT แล้ว
- AI Overviews กลายเป็นผลลัพธ์แรกโดยค่าเริ่มต้นของการค้นหาบน Google ส่วนใหญ่ในไทย
2. AI Mode คือค่าเริ่มต้นถัดไป

การเปลี่ยนแปลงครั้งที่สามของ Search ในรอบสามปีกำลังเกิดขึ้นตอนนี้ Google AI Mode ซึ่งเป็นการค้นหาแบบสนทนาโดยค่าเริ่มต้น กำลังกลายเป็นประสบการณ์การค้นหาแบบใหม่ของ Google ตลอดปี 2026
- Blue Links → ก่อนปี 2024
- AI Overviews → 2025
- AI Mode → 2026
แต่ละยุคเปลี่ยนคำตอบของ AI จากทางผ่านไปยังเว็บไซต์ของคุณ ให้กลายเป็นปลายทางในตัวเอง อัตราการคลิกจึงลดลงเรื่อย ๆ ตัวชี้วัดที่สำคัญตอนนี้คือแบรนด์ของคุณปรากฏอยู่ในคำตอบหรือไม่
ความหมายต่อแบรนด์: โมเดลที่พึ่งการคลิกเข้าเว็บไซต์กำลังหมดยุค สิ่งที่มาแทนคือการมองเห็นแบรนด์ในคำตอบของ AI แบรนด์ควรเริ่มวัดผลตั้งแต่ 18 เดือนก่อน แบรนด์ที่ยังไม่ได้เริ่มควรเริ่มตอนนี้
ประเด็นสำคัญ:
- AI Mode คือการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ครั้งที่สามของ Search ในรอบสามปี
- อัตราการคลิกมีแต่จะลดลง
- Brand Visibility ในคำตอบของ AI คือตัวชี้วัดที่สำคัญในยุคใหม่
3. แบรนด์เพียง 2 แบรนด์ได้ 71% ของ AI Mentions

ใน 5 อุตสาหกรรมไทยที่เราวัดผล Top 2 Brands ในแต่ละ Category ได้ AI Brand Mentions เฉลี่ย 71% เหลือเพียง 29% ให้แบรนด์อื่นทั้งหมดใน Category แบ่งกัน
| อุตสาหกรรม | สัดส่วน AI Mentions ของ Top 2 Brands |
|---|---|
| เฟอร์นิเจอร์ | 91% |
| คลินิกเสริมความงาม | 77% |
| ธนาคาร | 69% |
| โรงแรม (ระดับลักชัวรีในกรุงเทพฯ) | 63% |
| การท่องเที่ยวและ OTA | 57% |
ยิ่ง Category แคบเท่าไร คำตอบของ AI ก็ยิ่งเข้าใกล้การที่แบรนด์อันดับต้นได้ไปเกือบทั้งหมด เฟอร์นิเจอร์คือกรณีที่ชัดที่สุด 2 แบรนด์ได้ Mentions รวมกัน 91% และแบรนด์ที่ถูกพูดถึงมากที่สุดได้ 83% เพียงแบรนด์เดียว เหลือ 9% ให้แบรนด์อื่นทั้งหมดรวมกัน
ความหมายต่อแบรนด์: ในหลาย Category ของไทย ถ้าคุณไม่ได้อยู่ใน Top 2 AI แทบมองไม่เห็นคุณ และยิ่ง Category แคบ การเข้าไปแทนที่ Top 2 ก็ยิ่งยาก
ประเด็นสำคัญ:
- Top 2 Brands ในแต่ละ Category ได้ AI Mentions เฉลี่ย 71%
- ยิ่ง Category แคบ แบรนด์อันดับต้นยิ่งได้ไปเกือบทั้งหมด (เฟอร์นิเจอร์ 91%)
- ต่ำกว่า Top 2 ลงมา การมองเห็นบน AI ลดลงอย่างรวดเร็ว
4. AI อ้างอิงสิ่งที่คนอื่นพูดถึงคุณ ไม่ใช่สิ่งที่คุณพูดเอง

นี่คือข้อค้นพบที่ทำให้ Playbook การตลาดส่วนใหญ่ที่แบรนด์ใช้อยู่ทุกวันนี้ใช้ไม่ได้ จากทั้ง 203 แบรนด์ มีเพียง 5.7% ของสิ่งที่ AI อ้างอิงเกี่ยวกับแบรนด์ที่มาจากเว็บไซต์ของแบรนด์เอง อีก 94% มาจากแหล่งข้อมูลที่แบรนด์ไม่ได้เป็นเจ้าของ รวมถึงเว็บไซต์ของคู่แข่ง
| แหล่งที่มาของ AI Citations เกี่ยวกับแบรนด์ | สัดส่วน |
|---|---|
| เว็บไซต์ของแบรนด์เอง | 5.7% |
| เว็บไซต์ของคู่แข่ง | 5.4% |
| Social Platforms | 5.8% |
| แหล่งอื่นทั้งหมด (Forums, ข่าว, รีวิว, Marketplace) | 83.1% |
พูดอีกอย่างคือ คุณชนะ AI Search ในไทยไม่ได้ด้วยการเขียนบทความ SEOบนบล็อกของตัวเองเพิ่ม เพราะวิธีนี้เพียงอย่างเดียวมีผลได้มากที่สุดประมาณ 6 เปอร์เซ็นต์
ความหมายต่อแบรนด์: สิ่งที่ต้องทำไม่ใช่คอนเทนต์บนเว็บไซต์ แต่คือ Brand Presence บนเว็บในวงกว้าง ความผิดพลาดที่เราเห็นบ่อยที่สุดคือการลงทุนกับบล็อกของตัวเองเพิ่ม ขณะที่อีก 94% ไม่มีใครดูแล
ประเด็นสำคัญ:
- 94% ของ AI Citations ของคุณมาจากเว็บไซต์ที่คุณไม่ได้เป็นเจ้าของ
- เว็บไซต์ของคุณเองมีผลต่อ AI Citations ไม่ถึง 6%
- สิ่งที่มีผลจริงคือ Presence บนเว็บในวงกว้าง ไม่ใช่คอนเทนต์บนเว็บไซต์ที่มากขึ้น
5. Top 10 แหล่งข้อมูลที่ AI อ้างอิงมากที่สุด

จากทุกแบรนด์ที่ติดตามตลอด 91 วัน เมื่อจัดอันดับตามจำนวนครั้งที่ AI อ้างอิง (เฉพาะแหล่งข้อมูลภายนอกที่ถูกอ้างอิงในอย่างน้อย 5 แบรนด์) Top 10 แหล่งข้อมูลเป็นดังนี้
| อันดับ | แหล่งข้อมูล | Citations |
|---|---|---|
| 1 | 113,917 | |
| 2 | YouTube | 63,909 |
| 3 | Pantip | 44,086 |
| 4 | 27,372 | |
| 5 | 26,174 | |
| 6 | my-best.com | 25,171 |
| 7 | 24,965 | |
| 8 | Lemon8 | 23,256 |
| 9 | TripAdvisor | 15,557 |
| 10 | Shopee | 14,538 |
Pantip เว็บบอร์ดของไทย อยู่อันดับ 3 สูงกว่า Instagram, Google และ Reddit ขณะที่ mybest ฉบับภาษาไทยและ Shopee ติดอยู่ใน 10 อันดับ Lemon8 เพิ่งเข้ามาใหม่ และไทยรัฐ, Wongnai และ Kapook อยู่ถัดลงมา นักการตลาดไทยส่วนใหญ่ที่เราทำงานด้วยยังไม่เคยทำแคมเปญสร้าง Presence อย่างเป็นระบบบนแพลตฟอร์มเหล่านี้เลย
ความหมายต่อแบรนด์: กลยุทธ์ AI Search สำหรับไทยไม่ใช่ Global SEO Playbook แหล่งข้อมูลท้องถิ่นสำคัญไม่แพ้แหล่งข้อมูลระดับโลก และคู่แข่งจากต่างประเทศจะไม่ทำงานบนแหล่งเหล่านี้ เพราะยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีอยู่
ประเด็นสำคัญ:
- Facebook และ YouTube คือ 2 แหล่งข้อมูลที่ AI อ้างอิงมากที่สุดในไทย
- Pantip, mybest, Shopee, Lemon8, ไทยรัฐ, Wongnai และ Kapook คือช่องทางท้องถิ่นที่ AI กำลังอ่านอยู่จริง
- แหล่งข้อมูลท้องถิ่นของไทยคือส่วนของ Playbook ที่คู่มือระดับโลกไม่ได้พูดถึง
6. mybest แหล่งข้อมูลที่หลายแบรนด์ไม่รู้จัก

แหล่งข้อมูลอันดับ 6 ใน Top 10 ที่ AI อ้างอิงเกี่ยวกับแบรนด์ไทย ขยับขึ้นจากอันดับ 8 ในฉบับแรก คือ my-best.com แพลตฟอร์มรีวิวสินค้าและ Listicle จากญี่ปุ่น (mybest Inc, โตเกียว) ที่ให้บริการในญี่ปุ่นและอีก 8 ประเทศ รวมถึงไทย นักการตลาดไทยแทบทุกคนที่เราถามไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน
ถ้าคุณเป็นแบรนด์ไทยใน Category ที่ mybest ครอบคลุม mybest กำลังกำหนดว่า AI พูดถึงคุณอย่างไร ขณะที่คุณไม่มี Presence บนนั้นเลย นี่คือช่องว่างที่มีอยู่จริงและแก้ไขได้
ความหมายต่อแบรนด์: มีเว็บไซต์ที่กำลังกำหนดคำตอบของ AI เกี่ยวกับแบรนด์ของคุณ โดยที่คุณไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีอยู่ งานแรกคือหาให้เจอ งานที่สองคือสร้าง Presence บนเว็บไซต์เหล่านั้น
ประเด็นสำคัญ:
- mybest คือแพลตฟอร์ม Listicle จากญี่ปุ่นที่ติดอันดับ 6 ของแหล่งข้อมูลที่ AI อ้างอิงเกี่ยวกับแบรนด์ไทย
- แทบไม่มีแบรนด์ไทยที่เราเคยทำงานด้วยมี Presence บนแพลตฟอร์มนี้
- การค้นหาแหล่งข้อมูลที่แบรนด์ยังไม่รู้จักเหล่านี้คือความได้เปรียบที่หลายแบรนด์มองข้าม
7. AI ไม่ได้อ่านแค่ Top 10 แต่ดึงข้อมูลจากกว่า 91,000 แหล่ง

Top 10 Sources ครอบคลุมเพียง 9.7% ของ AI Brand Citations ส่วน Top 100 ครอบคลุม 25.8% Top 1,000 ครอบคลุม 55% และอีก 45% กระจายอยู่ในเว็บไซต์อีกกว่า 90,000 แห่ง
| กลุ่มแหล่งข้อมูล | สัดส่วน AI Citations |
|---|---|
| Top 10 Sources | 9.7% |
| Top 100 | 25.8% |
| Top 1,000 | 55% |
| เว็บไซต์อื่นอีก 90,469 แห่ง | 45% |
แบรนด์ของคุณปรากฏได้ทุกที่ที่ AI ค้นหา นั่นหมายความว่าการ Optimise เฉพาะ Top 10 จะไม่ครอบคลุม Citations อีกประมาณ 90%
ความหมายต่อแบรนด์: Brand Presence ต้องทั้งกว้างและลึก การทุ่มความพยายามไปที่ Top 10 จะไม่ทำให้แบรนด์อยู่ในคำตอบเมื่อ AI ดึงข้อมูลจาก Long Tail ซึ่งเกิดขึ้นเกือบครึ่งหนึ่งของ Citations ทั้งหมด
ประเด็นสำคัญ:
- Top 10 Sources ครอบคลุม Citations ไม่ถึง 10%
- Long Tail ของเว็บไซต์อีกกว่า 90,000 แห่งคิดเป็น 45%
- ความกว้างของ Presence สำคัญพอ ๆ กับความลึก
8. Google AI และ ChatGPT อ้างอิงคนละเว็บไซต์

หลายแบรนด์มองว่า AI Search ทุกแพลตฟอร์มทำงานเหมือนกัน แต่ข้อมูลไม่ได้เป็นแบบนั้น ใน Top 30 Sources ที่ Google AI Overviews อ้างอิง และ Top 30 ที่ ChatGPT อ้างอิง มีแหล่งข้อมูลที่ซ้ำกันเพียง 9 แห่ง อีก 21 แห่งของแต่ละฝั่งเป็นเว็บไซต์ที่ต่างกัน
| แพลตฟอร์ม | แหล่งข้อมูลที่ให้น้ำหนัก |
|---|---|
| Google AI Overviews | Social Platforms (Facebook, YouTube, Instagram, TikTok), Pantip, Reddit และ Lemon8, เว็บไซต์ของแบรนด์ และ Aggregators (mybest, TripAdvisor) ส่วนใหญ่แสดงสิ่งที่ติดอันดับบน Google อยู่แล้ว |
| ChatGPT | แหล่งข้อมูลทางการและเชิงสถาบัน (เว็บไซต์ของแบรนด์และธนาคาร ธนาคารแห่งประเทศไทย เว็บไซต์ภาครัฐ PubMed และ US FDA) รวมถึง mybest และ TripAdvisor ไม่มีแพลตฟอร์มของ Meta ใน Top 30 |
สองระบบใช้ข้อมูลคนละชุด การสร้าง Presence บน YouTube และ Facebook ช่วยให้แบรนด์ปรากฏบน Google AI Overviews มากขึ้น แต่แทบไม่มีผลกับ ChatGPT ส่วนหน้าเว็บทางการที่ข้อมูลถูกต้องและการถูกอ้างอิงจากแหล่งเชิงสถาบันมีผลกับ ChatGPT แต่ Google AI ให้น้ำหนักน้อยกว่า
ความหมายต่อแบรนด์: การชนะบน Google AI Overviews ต้องใช้วิธีที่ต่างจากการชนะบน ChatGPT แบรนด์ต้องมี 2 Playbook แยกกัน และงานที่ช่วยให้ชนะฝั่งหนึ่ง ส่วนใหญ่ไม่ได้ช่วยให้ชนะอีกฝั่ง
ประเด็นสำคัญ:
- Top 30 Sources ของทั้งสองแพลตฟอร์มซ้ำกันเพียง 9 แห่ง
- Google AI Overviews ให้น้ำหนักกับ Social Platforms, Pantip และเว็บไซต์ของแบรนด์
- ChatGPT ให้น้ำหนักกับเว็บไซต์ทางการและแหล่งข้อมูลเชิงสถาบัน
9. Gemini ทำงานแบบ Google AI ไม่ใช่แบบ ChatGPT

Gemini คือแชตบอตของ Google จึงสมเหตุสมผลที่จะคาดว่า Gemini ทำงานแบบเดียวกับ Google AI Overviews ในฉบับแรกซึ่งมีข้อมูลที่ใช้ได้เพียง 3 แบรนด์ ผลออกมาตรงกันข้าม แต่เมื่อวัดผลได้ 83 แบรนด์บนทั้งสองแพลตฟอร์ม คำตอบก็ชัดเจน Gemini ทำงานแบบ Google AI จริง
จาก 83 แบรนด์ ค่าสหสัมพันธ์ระหว่าง Visibility บน Google AI Overviews และ Gemini อยู่ที่ r = 0.87 (ค่าที่ใกล้ 1 หมายความว่าทั้งสองค่าขึ้นและลงไปด้วยกัน) แบรนด์ที่แข็งแรงจะแข็งแรงบนทุกแพลตฟอร์ม Gemini กับ ChatGPT จึงสัมพันธ์กันด้วย (r = 0.77) ความต่างอยู่ที่ระดับ บนแบรนด์ชุดเดียวกัน ค่าเฉลี่ย Visibility อยู่ที่ 20.1% บน Gemini, 18.4% บน Google AI Overviews และ 13.5% บน ChatGPT
ความหมายต่อแบรนด์: Gemini ใช้ Playbook เดียวกับ Google AI ส่วน ChatGPT คือแพลตฟอร์มที่ต้องมี Playbook ของตัวเอง
ประเด็นสำคัญ:
- Visibility บน Gemini เคลื่อนไหวตาม Visibility บน Google AI Overviews (r = 0.87, 83 แบรนด์)
- Gemini ให้ Visibility กับแบรนด์ใกล้เคียงกับ Google AI Overviews ส่วน ChatGPT ให้น้อยกว่า
- ทำงานสำหรับ Gemini ไปพร้อมกับงาน Google AI และแยกงานสำหรับ ChatGPT ออกมาต่างหาก
10. ชนะบน Google AI ไม่ได้แปลว่าชนะบน ChatGPT

Visibility ที่แข็งแรงบน Google AI Overviews ไม่ได้ส่งต่อไปยัง ChatGPT จาก 203 แบรนด์ ค่าเฉลี่ย Visibility อยู่ที่ 16.7% บน Google AI Overviews และ 13.3% บน ChatGPT โดย 2 ใน 3 ของแบรนด์มี Visibility บน ChatGPT น้อยกว่า 38 แบรนด์ลดลง 10 จุดขึ้นไปเมื่อเทียบระหว่างสองแพลตฟอร์ม และ 11 แบรนด์ลดลง 20 จุดขึ้นไป
การเป็น Top 2 ใน Category บน Google AI ไม่ได้ทำให้ได้ตำแหน่ง Top 2 บน ChatGPT เพราะสองแพลตฟอร์มใช้แหล่งข้อมูลคนละชุดในการตอบ แม้ Presence บน Google AI จะแข็งแรงแค่ไหน ก็ไม่ได้รับประกันผลบน ChatGPT และ ChatGPT คือแพลตฟอร์มที่ยากกว่า
ความหมายต่อแบรนด์: แบรนด์อาจมี Visibility สูงบน Google AI ในไทย แต่ยังมองไม่เห็นบน ChatGPT เลย วางกลยุทธ์สำหรับทั้งสองแพลตฟอร์ม และวัดผลทั้งสองแพลตฟอร์ม ช่องว่างระหว่างแพลตฟอร์มคือตัวเลขที่ถูกมองข้ามมากที่สุดใน AI Search ตอนนี้
ประเด็นสำคัญ:
- 2 ใน 3 ของแบรนด์มี Visibility บน ChatGPT น้อยกว่าบน Google AI Overviews
- 38 จาก 203 แบรนด์ลดลง 10 จุดขึ้นไป และ 11 แบรนด์ลดลง 20 จุดขึ้นไป
- Presence ที่แข็งแรงบน Google AI ไม่ได้รับประกันผลบน ChatGPT เพราะสองแพลตฟอร์มแยกจากกัน
แล้วแบรนด์จะชนะใน AI Search ได้อย่างไร
ข้อค้นพบทั้ง 10 ข้อนำไปสู่ 5 สิ่งที่ต้องทำ เรียงตามลำดับที่เราแนะนำ
ข้อแรก ประเมิน Category ของคุณตามความจริง ดูว่าวันนี้ 2 แบรนด์ไหนครองคำตอบของ AI ใน Category ของคุณ และอะไรทำให้แบรนด์เหล่านั้นอยู่ตรงนั้น ส่วนใหญ่มักเป็นการผสมกันของ Presence บน YouTube ที่แข็งแรง การมีตัวตนบน Pantip อย่างต่อเนื่อง การถูกพูดถึงในข่าวสม่ำเสมอ การมีหน้า Wikipedia และการอยู่ใน Listicle ของ mybest ถ้าช่องว่างระหว่าง Visibility ของคุณกับ Top 2 อยู่ที่ 70 จุด ช่องว่างนั้นปิดได้ แต่ปิดไม่ได้ด้วยการเขียนคอนเทนต์บนเว็บไซต์เพิ่ม
ข้อสอง สร้าง Presence อย่างเป็นระบบบนแหล่งข้อมูลท้องถิ่นของไทยที่ AI อ้างอิง ได้แก่ Pantip, Wongnai, Kapook, mybest, Shopee และเว็บไซต์รีวิวในภูมิภาคที่เกี่ยวกับ Category ของคุณ นี่คือสิ่งที่ Global Playbook มองข้ามไปทั้งหมด และเป็นสิ่งที่คู่แข่งจากต่างประเทศจะไม่ทำ เพราะยังไม่รู้ว่าเว็บไซต์เหล่านี้สำคัญ
ข้อสาม สร้าง Presence บน YouTube และ Facebook สำหรับ Google AI Overviews และ Gemini วิดีโอของแบรนด์ วิดีโอแบบถามตอบ และโพสต์ Facebook ที่ถูกอ้างอิง ช่วยให้แบรนด์ปรากฏบน Google AI และ Gemini มากขึ้น ส่วนนี้แทบไม่มีผลกับ ChatGPT ซึ่งไม่เป็นไร เพราะแต่ละแพลตฟอร์มต้องใช้วิธีของตัวเอง
ข้อสี่ สร้างแหล่งข้อมูลทางการและเชิงสถาบันสำหรับ ChatGPT แหล่งข้อมูลที่ ChatGPT อ้างอิง (หน้าเว็บทางการของคุณ เว็บไซต์ธนาคาร หน่วยงานกำกับดูแลและภาครัฐ แหล่งข้อมูลงานวิจัย และแพลตฟอร์มรีวิวอย่าง mybest และ TripAdvisor) ใช้เวลาสะสมผลนานกว่าคอนเทนต์บน Social Platforms นั่นคือเหตุผลที่แบรนด์ที่เริ่มตอนนี้จะถูกแซงได้ยากในอีก 1 ปีข้างหน้า
ข้อห้า วัดผลทุกวัน แบรนด์ที่ปรากฏในคำตอบของ AI ในอีก 12 เดือนข้างหน้า คือแบรนด์ที่เริ่มติดตาม AI Citations ทุกวันในปี 2026 ส่วนแบรนด์ที่ไม่ได้อยู่ในคำตอบ คือแบรนด์ที่รอให้ AI Search “นิ่ง” ก่อน การเปลี่ยนผ่านของ Search ทุกครั้งที่ผ่านมา (Organic ในช่วงปลายทศวรรษ 2000, Mobile ในช่วงต้นทศวรรษ 2010 และ Voice ในช่วงปลายทศวรรษ 2010) เป็นไปในรูปแบบเดียวกัน แบรนด์ที่วัดผลก่อนคือผู้กำหนด Benchmark ที่แบรนด์อื่นใน Category ต้องตามให้ทันในที่สุด
ความหมายต่อแบรนด์: สิ่งที่มีผลไม่ใช่ “คอนเทนต์ที่มากขึ้น” แต่คือ Brand Presence บนแหล่งข้อมูลที่ใช่สำหรับแต่ละแพลตฟอร์ม วัดผลทุกวัน และใช้ 2 Playbook ควบคู่กัน
บทสรุป
สิ่งสำคัญที่สุดจากรายงานนี้คือ AI ไม่ได้ตัดสินว่าแบรนด์ไหนชนะในไทยจากเว็บไซต์ของคุณ AI ตัดสินไปแล้ว จากคอนเทนต์ที่คนอื่นพูดถึงคุณ แบรนด์ที่เริ่มก่อนจะไม่ได้เริ่มจากการเขียนบล็อกเพิ่ม แต่จะเริ่มจาก 94% ของ AI Citations ที่ตอนนี้ยังควบคุมไม่ได้ ช่วงเวลาที่งานนี้ยังมีคู่แข่งน้อยนั้นสั้น อาจประมาณ 12 เดือน ภายใน 18 เดือนจากนี้ ทุก Category จะมีแบรนด์ที่ทำงานกับแหล่งข้อมูลท้องถิ่นแล้ว และภายใน 24 เดือน Top 2 ในทุก Category จะเปลี่ยนแปลงได้ยาก แบบเดียวกับ 2 อันดับแรกของ Organic SEO ตั้งแต่ปี 2010 เป็นต้นมา
ถ้าคุณอยากรู้ว่าวันนี้แบรนด์ของคุณอยู่ตรงไหนบน Google AI Overviews, ChatGPT และ Gemini ใน Category ของคุณในไทย วิธีที่เร็วที่สุดคือประเมิน AI Search ฟรี ใช้เวลา 5 นาที มีฐานข้อมูลที่ติดตามกว่า 1,500 แบรนด์ และทีมของเราจะคุยต่อกับคุณหากช่องว่างกับ Top 2 ปิดได้ สำหรับผู้ที่อยู่ในงาน MarketingOops เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2026 งานวิจัยฉบับเต็มคือ Keynote ที่มี Playbook แบบละเอียด นอกจากนั้น ข้อมูลข้างต้นคือสิ่งที่เราอธิบายให้ลูกค้าทุกรายฟังเมื่อคุยผลการประเมิน
12 เดือนข้างหน้าจะกำหนดการมองเห็นของแบรนด์ในไทยไปอีก 10 ปี และงานที่ช่วยปิดช่องว่างนั้นเริ่มได้ตั้งแต่วันนี้
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ AI Search (FAQs)
| คำถาม | คำตอบ |
|---|---|
| Q : AI Search ต่างจาก Google Search แบบเดิมอย่างไร ? | ความต่างระหว่าง AI Search กับ Google Search อยู่ที่ AI Search ไม่ได้มองแค่การจัดอันดับเว็บไซต์บนหน้าผลการค้นหา แต่ให้ความสำคัญกับการที่ AI เข้าใจแบรนด์และเลือกนำข้อมูลของแบรนด์ไปใช้ตอบคำถามผู้บริโภคด้วย ขณะที่ SEO แบบเดิมเน้นการทำให้เว็บไซต์ติดอันดับและดึงคนเข้ามายังหน้าเว็บ แต่ AI Search จะเกี่ยวข้องกับภาพรวมของข้อมูลแบรนด์บนหลายช่องทาง ทั้งเว็บไซต์ของแบรนด์ แพลตฟอร์มรีวิว โซเชียลมีเดีย สื่อออนไลน์ และแหล่งข้อมูลภายนอกอื่น ๆ |
| Q : ธุรกิจขนาดเล็กสามารถทำ AI Search ได้หรือไม่ ? | ธุรกิจขนาดเล็กสามารถเริ่มทำ AI Search ได้เช่นกัน โดยไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณสูงตั้งแต่แรก สิ่งสำคัญคือการทำให้ข้อมูลของแบรนด์ชัดเจน สม่ำเสมอ และน่าเชื่อถือในช่องทางที่เกี่ยวข้องกับลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย เช่น เว็บไซต์ Google Business Profile โซเชียลมีเดีย แพลตฟอร์มรีวิว หรือเว็บไซต์ที่ลูกค้าใช้ค้นหาข้อมูลก่อนตัดสินใจซื้อ หากเริ่มจัดการข้อมูลตั้งแต่เนิ่น ๆ ก็มีโอกาสสร้างความได้เปรียบในระยะยาว |
| Q : ต้องทำคอนเทนต์แบบไหนเพื่อให้ AI เข้าใจแบรนด์ได้ดีขึ้น ? | คอนเทนต์ที่ช่วยให้ AI เข้าใจแบรนด์ได้ดีควรเป็นคอนเทนต์ที่ตอบคำถามชัดเจน มีข้อมูลครบ และอธิบายจุดเด่นของแบรนด์อย่างตรงไปตรงมา เช่น บทความให้ความรู้ คู่มือการเลือกสินค้า คำถามที่พบบ่อย รีวิวจากผู้ใช้งานจริง วิดีโออธิบายบริการ หรือคอนเทนต์เปรียบเทียบที่ช่วยให้ผู้บริโภคตัดสินใจง่ายขึ้น ยิ่งข้อมูลมีโครงสร้างดีและใช้ภาษาที่ชัดเจน AI ก็ยิ่งมีโอกาสเข้าใจบริบทของแบรนด์ได้แม่นยำขึ้น |
| Q : ถ้าข้อมูลเกี่ยวกับแบรนด์บนอินเทอร์เน็ตไม่ถูกต้อง ควรทำอย่างไร ? | แบรนด์ควรเริ่มจากการตรวจสอบว่าข้อมูลที่ไม่ถูกต้องปรากฏอยู่บนช่องทางใดบ้าง จากนั้นจึงปรับแก้ข้อมูลในช่องทางที่แบรนด์ควบคุมได้ก่อน เช่น เว็บไซต์ โปรไฟล์ธุรกิจ โซเชียลมีเดีย และ Marketplace ส่วนแหล่งข้อมูลภายนอก เช่น เว็บไซต์รีวิว บทความข่าว หรือแพลตฟอร์มชุมชน อาจต้องใช้วิธีติดต่อแก้ไขข้อมูล สร้างคอนเทนต์ที่ถูกต้องเพิ่มเติม หรือทำ Digital PR เพื่อเพิ่มแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือให้ AI ใช้อ้างอิงในอนาคต |
| Q : ควรเริ่มวัดผล AI Search จากตัวชี้วัดอะไรบ้าง ? | ตัวชี้วัดของ AI Search ไม่ควรดูแค่จำนวนคลิกหรืออันดับเว็บไซต์เท่านั้น แต่ควรดูว่า AI พูดถึงแบรนด์บ่อยแค่ไหน พูดถึงในบริบทเชิงบวกหรือไม่ เปรียบเทียบกับคู่แข่งอย่างไร อ้างอิงข้อมูลจากแหล่งใด และคำตอบที่ AI ให้เกี่ยวกับแบรนด์ถูกต้องหรือไม่ การวัดผลเหล่านี้จะช่วยให้แบรนด์เห็นช่องว่างของตัวเอง และวางแผนปรับข้อมูล คอนเทนต์ และ Brand Presence ได้ตรงจุดมากขึ้น |

Founder and Chief Executive Officer
Mark McDowell เป็นผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของ Primal โดยเริ่มต้นบริษัทที่กรุงเทพฯ ในปี 2015 เขาติดอันดับ Forbes 30 Under 30 Asia ปี 2020 และได้รับรางวัล Southeast Asia Young Achiever of the Year จาก Campaign Asia ในปี 2018 เขาเขียนบทความเรื่อง AI Search และการทำ SEO (Search Engine Optimisation)
เกี่ยวกับผู้เขียน




